สาระน่ารู้
โรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งสาเหตุจากการที่ร่างกายมีกรดยูริดมากกว่าปกติ และตกตะกอนอยู่ภายในข้อ ทำให้เกิดอาการอักเสบ กรดยูริคอาจจะตกตะกอนในไตหรือทางเดินปัสสาวะ ทำให้เป็นนิ่วหรือไตวายเรื้อรังได้ โรคเก๊าท์มักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์และเพศ โรคเก๊าท์พบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอัตราส่วน 9-10:1 เนื่องจากหญิงมีฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ทำให้ไตกำจัดกรดยูริคได้ดี หญิงพบมากในวัยหลังประจำเดือนไปแล้ว ส่วนชายพบมากในอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป อาการ ปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ ซึ่งจะเกิดในเวลาอันรวดเร็ว อาการปวดมักรุนแรงมาก ในระยะแรกจะสามารถหายเองได้ใน2-3 วัน แล้วอาจทิ้งระยะไปเป็น 10ปี กว่าจะมีข้ออักเสบขึ้นมาอีก หลังจากนั้นมักจะมีอาการอักเสบ ซึ่งเป็นๆหายๆ ไปตลอด มักปวดที่ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทุกข้อ แต่ข้อหัวแม่เท้ามักพบบ่อย อาการปวดข้อมักเกิดหลังจากรับประทานอาหารเครื่องในสัตว์ดื่มเครื่องดองของเมา มีความวิตกกังวล หลังการผ่าตัดหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ปวดเอว ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะจะเป็นเลือดเนื่องจากเกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การวินิจฉัย จากการตรวจเลือด แต่แน่นอนที่สุดก็คือ การเจาะเอาน้ำไขมาตรวจ นอกตากนี้อาจอาศัยการถ่ายเอ๊กซเรย์หรือแพทย์อาจจะให้ยาบางชนิดไปรับประทาน เป็นการช่วยวินิจฉัยโรค ผลเสียหากไม่ได้รับการรักษา อาการปวดซึ่งมักรุนแรง จะพุเลาช้ากว่าผู้ที่ได้รับการรักษา อาการปวดข้อต่อไปจะเรื้อรัง เป็นๆหายๆอยู่ตลอดเวลา และเปนมากขึ้นเรื่อยๆ จ้ออาจจะพิการได้ถ้าเป็นนานๆ และอาจะมีก้อนหรือ ปุ่มเกิดขึ้นตามตัวได้ อาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ถ้ากรดยูริคตกตะกอนสะสมเนื้อไตมากๆ จะทำให้ไคซึ่งมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายเสียไป ทำให้ของเสียคั่งในร่างกายและถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุด การรักษา เมื่อข้ออักเสบแพทย์จะให้ยาเพื่อรับประทาน เพื่อให้อาการปวด บวม ของข้อหายไป แพทย์อาจให้ยาบางชนิด เพื่อลดกรดยูริคในเลือดเปนการป้องกันไม่ให้กรดยูริคตกตะกอน ทำให้ข้ออักเสบอีก ให้ข้อที่อักเสบ ได้พักผ่อน ไม่ต้องลงน้ำหนัก โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่อาการของโรคเก๊าท์สามารถรักษาให้หายได้ หรือป้องกันไม่ให้เปนอีกได้เกือบ 100% เพื่อให้ผู้ป่วยหายจากการปวดข้อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคได้โดยใช้ยา ในบางครั้งอาจใช้การผ่าตัดช่วย เช่น ในกรณีผู้ป่วยนิ่ว เป็นต้น ยาที่ใช้มี 2 ประเภท ได้แก่ยาระงับอาการข้ออักเสบ ซึ่งเมื่ออาการทางข้อหายแล้ว อาจหยุดรับประทานได้ กับยาลดยูริคในเลือดซึ่งจะต้องรับประทานไปตลอด เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้กรดยูริคไปตกตะกอนที่ข้อหรือไตได้อีก การปฎิบัติตัว รับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งจะรับประทานติดต่อกันเป็นปีๆ จนกว่าจะไม่มีการตกตระกอนของกรดยูริค หากมีการปวดท้อง ท้องเดิน หรือถ่ายอุจจาระสีดำให้รีบปรึกษาแพทย์ ตรวจตามแพทย์นัด หมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น ก้อนปุ่ม หรือปวดเอวปวดท้อง ให้พบแพทย์ได้ก่อนถึงวันนัด ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันนิ่วในไต งดอาหารพวกเครื่องในสัตว์ เพราะกรดยูริคเป็นส่วนหนึ่งของสารฟิวรีนที่พบมากในตับ ไต สมอง หัวใจและ กระเพาะอาหารของสัตว์ หลีกเลี่ยงการดึ่มสุรา เพราะสุราจะทำให้ไตไม่สามารถขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะได้ดี กรดยูริคจะสะสมในร่างกายได้ ระวังน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วนมาก เพราะอาจจะทำให้เกิดกรดยูริคในเลือดมากได้ แต่อย่าลดน้ำหนักเร็วเกินไป ทำจิตใจให้สงบ และทำความเข้าใจว่าโรคนี้เปนโรคเรื้อรังเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์และเพศ แต่เปนโรคที่ควบคุมได้ดี ถ้ารับประทานยาและปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความพิการ และมีชิวิตอยู่ได้เกือบเหมือนคนธรรมดาทั่วไปได้ ตัวอย่าง อาหารที่ทำให้เกิดกรดยูริคในร่างกาย
| อาหารที่ทำให้เกิดกรดยูริค สูงได้มาก (มากกว่า 150 มิลลิกรัม) | ตับอ่อน ตับไต มันสมอง ปลาซาร์ดีน น้ำต้มเนื้อ น้ำเกรวี่ หรือ ซุปไก่เข้มข้น |
| อาหารที่ทำให้เกิดกรดยูริคสูงได้ ปานกลาง (50-150 มิลลิกรัม) | เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา อาหารทะเล ถั่ว เมล็ดแห้ง หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ดอกกะหล่ำ ข้าวที่ไม่ขัดจนขาว |
| อาหารที่ทำให้เกิดกรดยูริคสูงได้น้อย (0-15 มิลลิกรัม) | ผักและผลไม้ทั่วไป นมเนยเหลว เนยแข็ง ข้าวและ ขนมปัง ผลไม้เปลือกแข็ง ไขมันจากสัตว์และพืช น้ำตาลและน้ำหวาน วุ้น ลูกนัท |
